หากมองจากชื่อชั้นและคุณสมบัติเฉพาะตัว การมี ฟลอเรียน เวียตซ์ กับ โดมินิก โซโบซไล อยู่ในแดนกลางชุดเดียวกันควรทำให้ลิเวอร์พูลเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์ พลังในการพาบอล และความอันตรายบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ
แต่ในช่วงเริ่มต้นยุคของ อันโดนี่ อิราโอล่า ภาพที่เกิดขึ้นกลับยังไม่เป็นเช่นนั้น
เวียตซ์ยังมีอิทธิพลต่อเกมน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับบทบาทหมายเลข 10 ขณะที่โซโบซไลต้องถอยลงมารับผิดชอบงานในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่ดึงจุดเด่นของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่นักเตะคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของบทบาท ระยะห่างระหว่างผู้เล่น และความสมดุลของทั้งระบบ
เวียตซ์ต้องการอิสระ แต่ระบบต้องการความแม่นยำ
เวียตซ์สร้างชื่อกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นในฐานะผู้เล่นที่สามารถเคลื่อนที่อย่างอิสระระหว่างไลน์ เขาไม่ได้ยืนเป็นหมายเลข 10 อยู่ตรงกลางตลอดเวลา แต่จะขยับเข้าไปในพื้นที่ฮาล์ฟสเปซ สลับออกด้านข้าง หรือถอยลงมาเชื่อมเกม ก่อนใช้ความสามารถในการพลิกบอลและจ่ายบอลทะลุแนวรับ
ระบบของอิราโอล่าให้อิสระกับเขาเช่นกัน แต่เป็นอิสระที่มาพร้อมหน้าที่โดยไม่มีบอลมากกว่าเดิม
ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้เพรสซิ่งด้วยความเข้มข้นสูง มีค่า PPDA (Passes per Defensive Action - จำนวนครั้งที่คู่แข่งจ่ายบอลได้ ก่อนที่ทีมฝ่ายรับจะเข้าไปกดดันหรือลงมือป้องกัน) อยู่ที่ 8.6 พร้อมทำจำนวนสปรินต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกช่วงต้นฤดูกาล ขณะที่เวียตซ์เองมีระยะวิ่งด้วยความเร็วสูงมากเป็นอันดับ 2 ของลีก ตามข้อมูลจากสกาย สปอร์ตส์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเวียตซ์ไม่ได้ขาดความพยายาม ตรงกันข้าม เขาอาจกำลังใช้พลังงานไปกับงานที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบหนักขนาดนี้มาก่อน ทั้งการไล่เซ็นเตอร์แบ็ก ปิดเส้นทางจ่ายบอลเข้าสู่กองกลาง และวิ่งกลับมาช่วยรักษารูปทรงของทีม
เมื่อได้บอล เวียตซ์จึงไม่ได้อยู่ในสภาพที่สดพอจะสร้างความแตกต่างทุกครั้ง โดยเฉพาะในเกมที่ลิเวอร์พูลต้องลงสนามต่อเนื่อง เขาอาจยังมีสัมผัสบอลที่ดีและเอาตัวรอดในพื้นที่แคบได้ แต่ความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้ายกลับลดลง
เกมบุกชนะบอร์นมัธ 1-0 เป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อเวียตซ์จ่ายบอลเข้าเป้าเพียง 63 เปอร์เซ็นต์ในครึ่งแรก ต่ำที่สุดในทีมลิเวอร์พูล แม้ครึ่งหลังจะมีส่วนกับประตูชัยของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ก็ตาม
หมายเลข 10 ที่ยังเชื่อมต่อกับแนวรุกไม่สนิท
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเวียตซ์กำลังเล่นอยู่หลังแนวรุกที่เปลี่ยนแปลงไปจากฤดูกาลก่อน
การมาของ อิซัค, บรัดเลย์ บาร์กโกล่า และ วิคเตอร์ มูนญอซ ทำให้เวียตซ์ต้องเรียนรู้ใหม่ว่ากองหน้าแต่ละคนต้องการรับบอลบริเวณใด ใครชอบวิ่งเข้าหาบอล ใครต้องการบอลในพื้นที่ว่าง และใครพร้อมโจมตีด้านหลังแนวรับ
อิราโอล่ายอมรับว่าแนวรุกริมเส้นเป็นตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และเวียตซ์ยังต้องเรียนรู้ความต้องการของเพื่อนร่วมทีมใหม่ แม้กุนซือลิเวอร์พูลยืนยันว่าเขายังเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมก็ตาม
นี่ทำให้หลายจังหวะที่เวียตซ์รับบอลระหว่างไลน์ เขายังต้องใช้เวลามองหาเป้าหมาย แทนที่จะเล่นบอลแรกหรือบอลที่สองอย่างเป็นธรรมชาติ ความล่าช้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจไม่เป็นปัญหาในบุนเดสลีกา แต่ในพรีเมียร์ลีก พื้นที่สามารถปิดลงได้ทันที
เมื่อบอลไปถึงเวียตซ์ช้า หรือไม่มีการวิ่งที่สอดคล้องกันจากแนวรุก เขาจึงดูเหมือนผู้เล่นที่เพียงประคองบอล มากกว่าจะเป็นคนตัดสินเกม
โซโบซไลถูกผลักออกจากพื้นที่ที่อันตรายที่สุด
ผลกระทบอีกด้านจากการใช้เวียตซ์เป็นหมายเลข 10 คือโซโบซไลต้องถอยมาเล่นเป็นหนึ่งในกองกลางคู่ล่าง
โซโบซไลมีคุณสมบัติหลายอย่างสำหรับตำแหน่งนี้ เขาแข็งแรง วิ่งได้ตลอดเกม ไล่เพรสซิ่งดี และสามารถพาบอลผ่านคู่แข่งได้ แต่การเป็นกองกลางตัวกลางในระบบของอิราโอล่าไม่ได้ต้องการเพียงพลังงาน
ตำแหน่งดังกล่าวต้องควบคุมจังหวะการครองบอล รับบอลจากเซ็นเตอร์แบ็กภายใต้แรงกดดัน และตัดสินใจว่าควรเร่งเกมหรือชะลอเกมเมื่อใด รวมถึงต้องอ่านอันตรายด้านหลังแนวเพรสซิ่งตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จุดเด่นที่สุดของโซโบซไล
เกมที่ดีที่สุดของเขามักเกิดขึ้นเมื่อได้รับอนุญาตให้วิ่งไปข้างหน้า พาบอลโจมตีแนวรับ หรือสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษ มากกว่าการยืนเป็นศูนย์กลางเพื่อควบคุมทิศทางของเกม
ชัยชนะเหนือแอตเลติโก มาดริดแสดงให้เห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน โซโบซไลทำประตู มีโอกาสสร้างสรรค์เกม 5 ครั้ง เลี้ยงบอล 6 ครั้ง สัมผัสบอล 87 ครั้ง และวิ่งด้วยความเข้มข้นสูงมากที่สุดในทีมลิเวอร์พูล จนได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกมจากยูฟ่า
นั่นคือโซโบซไลในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เขามีพื้นที่ให้เร่งความเร็ว กล้าพาบอล และสามารถขึ้นไปจบการโจมตีได้
แต่เมื่อจับคู่กับเวียตซ์ในเกมพรีเมียร์ลีก โซโบซไลต้องทำหน้าที่ระมัดระวังมากขึ้น เพราะหากเขาวิ่งขึ้นหน้าพร้อมกัน พื้นที่ด้านหลังแดนกลางจะเปิดกว้างทันที
เมื่อคนหนึ่งลอย คนหนึ่งจึงต้องยืน
ความท้าทายสำคัญของอิราโอล่าคือการหาวิธีให้ทั้งสองคนแสดงศักยภาพพร้อมกัน
เวียตซ์ต้องเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเพื่อหาพื้นที่รับบอล แต่ทุกครั้งที่เขาลอยออกไป โซโบซไลจะต้องรักษาตำแหน่งเพื่อประคองสมดุลของทีม ผลที่ตามมาคือจุดเด่นเรื่องการวิ่งทะลุแนวรับของโซโบซไลถูกจำกัดลง
ในทางกลับกัน หากโซโบซไลเติมเกมเต็มที่ เวียตซ์จะต้องช่วยปิดพื้นที่ด้านหลังมากขึ้น ซึ่งลดความสดและความอันตรายของเขาในพื้นที่สุดท้าย
ทั้งคู่จึงไม่ได้เล่นแย่เพราะขาดคุณภาพ แต่กำลังแบ่งหน้าที่บางอย่างที่ทับซ้อนกัน ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเป็นกองกลางตัวคุมจังหวะโดยธรรมชาติ
ปัญหานี้ยิ่งชัดเมื่อการเพรสซิ่งแดนบนไม่สำเร็จ แนวรุกจะวิ่งขึ้นไปกดดันคู่แข่ง แต่แนวรับเลือกถอยเพื่อป้องกันบอลยาว ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่บริเวณกลางสนาม ดังที่เกิดขึ้นในเกมเสมอฟูแล่ม ซึ่งคู่แข่งสามารถผ่านแนวเพรสซิ่งและเข้าไปเล่นในพื้นที่ด้านหลังแดนกลางได้หลายครั้ง
ตรงนี้ทำให้โซโบซไลต้องวิ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่าปกติ ส่วนเวียตซ์ต้องวิ่งย้อนกลับมาไกลเกินกว่าจะพร้อมสร้างเกมรุกทันทีเมื่อแย่งบอลคืนได้
ปัญหาของระบบที่กินพลังงานสูง
อิราโอล่าต้องการให้ลิเวอร์พูลวิ่งมากขึ้น สปรินต์มากขึ้น และกดดันคู่แข่งเร็วขึ้น แต่ฟุตบอลลักษณะนี้ต้องอาศัยความสดและความพร้อมเพรียงกันทั้งทีม
หากผู้เล่นคนหนึ่งเข้ากดดันช้า คู่แข่งจะสามารถผ่านแนวเพรสซิ่งแรกได้ทันที และภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับกองกลาง
เกมกับฟูแล่มเกิดขึ้นหลังจากลิเวอร์พูลผ่านเกมหนักกับแอตเลติโก มาดริด โดยเวียตซ์และโซโบซไลต้องออกสตาร์ตต่อเนื่อง ทั้งสองคนจึงไม่สามารถรักษาระดับผลงานจากเกมยุโรปได้
อิราโอล่ายอมรับว่าทีมเข้าถึงจังหวะเพรสซิ่งช้าเกินไป และยังต้องเรียนรู้ว่าผู้เล่นคนใดสามารถลงสนามทุก 2-3 วันโดยที่ระดับผลงานไม่ลดลง
นี่จึงอาจไม่ใช่เพียงปัญหาว่าใครควรเล่นตำแหน่งไหน แต่รวมถึงคำถามว่าเวียตซ์และโซโบซไลควรต้องเล่นพร้อมกันทุกนัดหรือไม่
คำตอบอาจไม่ใช่การเลือกใครคนหนึ่ง
ทางออกแรกคือให้อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์เล่นเป็นตัวควบคุมเกมอยู่ด้านหลัง เพื่อปลดปล่อยโซโบซไลให้สามารถเติมขึ้นหน้าได้มากขึ้น โดยเวียตซ์ยังยืนเป็นหมายเลข 10 เช่นเดิม
อีกทางเลือกคือถอยเวียตซ์ไปเริ่มต้นจากด้านซ้าย เปิดพื้นที่ตรงกลางให้โซโบซไลรับบทหมายเลข 10 หรือกองกลางตัวรุกที่สามารถวิ่งกดดันและสอดเข้าเขตโทษได้เต็มที่
ส่วนในเกมที่ลิเวอร์พูลต้องการความแน่นอน อิราโอล่าอาจจำเป็นต้องเลือกใช้เพียงคนใดคนหนึ่ง แล้วเพิ่มกองกลางที่มีวินัยด้านตำแหน่งเข้ามาช่วยรักษาสมดุล
ความจริงคือเวียตซ์ไม่ได้หมดความสามารถ และโซโบซไลก็ไม่ได้กลายเป็นกองกลางธรรมดา ทั้งสองคนเพียงกำลังถูกขอให้ทำงานที่ดึงพลังงานออกจากจุดเด่นของตัวเองมากเกินไป
เวียตซ์ต้องการบอลในพื้นที่อันตราย แต่กลับใช้แรงจำนวนมากกับการเพรสซิ่ง ขณะที่โซโบซไลควรได้วิ่งโจมตีแนวรับ แต่กลับต้องคอยประคองพื้นที่ตรงกลาง
โจทย์ของอิราโอล่าจึงไม่ใช่การทำให้ทั้งคู่ขยันกว่าเดิม เพราะพวกเขาวิ่งมากพออยู่แล้ว แต่คือการจัดโครงสร้างให้การวิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในพื้นที่ที่สร้างความเสียหายต่อคู่แข่งได้มากที่สุด
วันที่ลิเวอร์พูลสามารถทำให้เวียตซ์เป็นผู้สร้าง และปล่อยให้โซโบซไลเป็นผู้ทะลุทะลวง โดยไม่ทำให้แดนกลางสูญเสียสมดุล วันนั้นทีมอาจได้เห็นคู่มิดฟิลด์ที่อันตรายที่สุดคู่หนึ่งในพรีเมียร์ลีก
แต่จนกว่าอิราโอล่าจะหาสูตรดังกล่าวเจอ ภาพของสองนักเตะพรสวรรค์สูงที่ทำงานหนัก ทว่ากลับยังไม่สามารถยกระดับเกมของกันและกันได้ ก็น่าจะปรากฏให้เห็นต่อไป