เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ออกมาเรียกร้องให้ ฟีฟ่า พิจารณาการใช้พักดื่มน้ำในฟุตบอลโลก 2026 ใหม่ หลังเกมที่ทัพอัศวินสีส้มเสมอ ญี่ปุ่น 2-2 โดยมองว่าไม่ควรใช้เหมือนกันทุกนัด แต่พิจารณาเป็นรายเกมไปจะดีกว่า ขณะที่ เอียน ไรท์ อดีตแข้งที่เป็นกูรูเชื่อว่าเรื่องนี้มีผลประโยชน์ทางการถ่ายทอดสดเข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้ฟาน ไดค์ จะทำประตูขึ้นนำให้เนเธอร์แลนด์ได้ในเกมดังกล่าว แต่ทีมก็โดนญี่ปุ่นตีเสมอสองครั้ง จนต้องแบ่งแต้มกันไป
ประเด็นที่ถูกพูดถึงหลังเกมไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่เป็นกฎพักดื่มน้ำที่ฟีฟ่านำมาใช้ ซึ่งทำให้เกมฟุตบอลถูกแบ่งออกเป็นลักษณะคล้าย 4 ควอเตอร์มากขึ้น
โดยหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า สภาพอากาศในสนามที่เมืองดัลลัสและฮิวสตัน ซึ่งเป็นสนามปิดนั้น มีอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส ถือว่าเหมาะสมสำหรับการเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว
ฟาน ไดค์ กล่าวว่า
"การพักดื่มน้ำเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกันนะ"
"ผมดูเกือบทุกเกมในทัวร์นาเมนต์นี้ และทุกครั้งที่ถึงช่วงพักก็ต้องตัดเข้าโฆษณา"
"มันไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบเท่าไหร่"
"สำหรับคนดูทางบ้านที่เป็นกลาง ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ดีนัก"
"ถ้าอากาศร้อนจริง ๆ การพักดื่มน้ำก็ควรมี แต่ผมคิดว่าควรพิจารณาเป็นรายเกมมากกว่า"
ก่อนจะยิ้มและปิดท้ายว่า
"ผมพูดเรื่องนี้มามากพอแล้ว"
ด้าน เอียน ไรท์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ และนักวิเคราะห์ของ ไอทีวี มีมุมมองที่ตรงไปตรงมามากกว่า โดยเชื่อว่าเบื้องหลังของกฎนี้อาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการถ่ายทอดสด
"ผมรู้สึกว่ามันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มช่วงโฆษณา"
"ไม่มีทางที่ ฟ็อกซ์ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง"
"คุณก็รู้ว่า ฟีฟ่า กับ ฟ็อกซ์ มีอิทธิพลต่อสิ่งเหล่านี้"
"พวกเขาใช้เหตุผลเรื่องการดูแลสภาพร่างกายนักเตะเป็นข้ออ้าง แต่สำหรับผมมันไม่ใช่"
ขณะที่เฮดโค้ชทีมฟุตบอลหญิงสหรัฐอเมริกา ก็แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่าการพักดื่มน้ำกำลังเปลี่ยนธรรมชาติของฟุตบอล
"หนึ่งในเสน่ห์ของฟุตบอลคือมีช่วงหยุดแค่พักครึ่ง"
"มันไม่เหมือน เอ็นบีเอ หรือ เอ็นเอฟแอล"
"ฟุตบอลโลกครั้งนี้กำลังกลายเป็นเกมของโค้ช"
"ระหว่างพัก ผู้ช่วยและนักวิเคราะห์สามารถส่งคลิปวิดีโอหรือข้อมูลแท็กติกลงมาให้โค้ชปรับแผนได้ทันที"
"ทีมที่กำลังเสียโมเมนตัมจะได้ประโยชน์มาก"
"ถ้าคุณเป็นฝ่ายครองเกมอยู่ คุณไม่อยากให้มีการหยุดแบบนี้เลย"
จากหลายเกมที่ผ่านมาในฟุตบอลโลก 2026 เริ่มมีเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นว่าช่วงพักดื่มน้ำไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสภาพอากาศอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลต่อจังหวะการแข่งขันและแท็กติกของเกมโดยตรง ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฟีฟ่าต้องนำกลับมาทบทวนหลังจบทัวร์นาเมนต์นี้