ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า เริ่มแสดงให้เห็นถึงแนวทางการเล่นที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน หลังผ่าน 5 นัดแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2026/27 โดยข้อมูลจาก ออปต้า ชี้ให้เห็นถึงฟุตบอลที่เน้นการเพรสซิ่งอย่างดุดัน เล่นไปข้างหน้ารวดเร็ว ขณะเดียวกันเกมรับก็เริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
LFCTV นำตัวเลขจาก ออปต้า มาวิเคราะห์ผ่านรายการ รีวิว โชว์ และหยิบ 4 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนภาพของ หงส์แดง ยุคใหม่ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล
เพรสหนักตามสไตล์อิราโอล่า
หนึ่งในสิ่งที่ อิราโอล่า นำติดตัวมาจากช่วงคุม บอร์นมัธ คือฟุตบอลที่ใช้พลังงานสูงและพยายามกดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนบน
หลังผ่าน 5 เกม ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ทำ ไฮเพรส มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก เมื่อคู่แข่งครองบอลอยู่ในแดนของตัวเอง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งเกมจากแนวรับได้ง่ายๆ
อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจคือ Passes per Defensive Action หรือจำนวนครั้งที่คู่แข่งสามารถผ่านบอลได้ก่อน ลิเวอร์พูล จะเข้าไปพยายามแท็กเกิล ตัดบอล หรือเข้าปะทะ
ค่าเฉลี่ยของ ลิเวอร์พูล อยู่ที่เพียง 9.1 ครั้ง รั้งอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีกในด้านนี้
พูดง่ายๆ คือ เมื่อคู่แข่งพยายามต่อบอลในพื้นที่สามในห้าของสนามฝั่งตัวเอง พวกเขาจะผ่านบอลได้เฉลี่ยประมาณ 9 ครั้งเท่านั้น ก่อนเจอผู้เล่น ลิเวอร์พูล เข้าไปกดดันหรือพยายามแย่งบอล
ได้บอลแล้วไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด
ฟุตบอลของ อิราโอล่า ไม่ได้แตกต่างเฉพาะตอนที่ไม่มีบอล เพราะเมื่อแย่งบอลกลับมาได้ ลิเวอร์พูล ก็พยายามพาบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สถิติ Progress per Sequence ซึ่งวัดว่าในการครองบอลหนึ่งชุด ทีมสามารถพาบอลเข้าใกล้ประตูคู่แข่งได้มากเพียงใด พบว่า ลิเวอร์พูล ทำได้เฉลี่ย 15.38 เมตรต่อหนึ่งซีเควนซ์
ตัวเลขดังกล่าวเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ 15.44 เมตรเท่านั้น
ขณะที่ Direct Speed หรือความเร็วเฉลี่ยในการเคลื่อนบอลเข้าหาประตูคู่แข่ง เพิ่มขึ้นจาก 1.84 เมตรต่อวินาทีในฤดูกาลที่แล้ว มาอยู่ที่ 1.87 เมตรต่อวินาทีในฤดูกาลนี้
จำนวนการผ่านบอลต่อหนึ่งซีเควนซ์ก็ลดลงจากเฉลี่ย 4.2 ครั้งในฤดูกาล 2025/26 เหลือ 3.9 ครั้ง
ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกัน นั่นคือ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ต้องการเล่นในแนวดิ่งมากขึ้น ใช้จำนวนการจ่ายบอลน้อยลง และพาบอลเข้าใกล้ประตูคู่แข่งให้เร็วขึ้น
เล่นเกมรุกดุดัน แต่เกมรับยังแน่น
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ อิราโอล่า จะให้ทีมเล่นด้วยแนวทางเชิงรุกและเพรสซิ่งสูง แต่ ลิเวอร์พูล ไม่ได้แลกมาด้วยการเปิดพื้นที่ในเกมรับมากเกินไป
หงส์แดงเก็บคลีนชีตไปแล้ว 3 นัด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดร่วมของพรีเมียร์ลีก และทั้งสามเกมเกิดขึ้นติดต่อกันในการพบ อิปสวิช ทาวน์, ฟูแล่ม และ บอร์นมัธ
ตลอดสามเกมดังกล่าว ลิเวอร์พูล มีค่า Expected Goals Against หรือ xGA เฉลี่ยเพียง 0.75
ส่วนเมื่อรวมทั้ง 5 นัดแรก ลิเวอร์พูล มี xGA อยู่ที่ 1.22 โดยมีเพียง อาร์เซน่อล (0.81) และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (0.96) ที่ทำได้ดีกว่า
ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับทีมที่กำลังเปลี่ยนวิธีการเล่น เพราะนอกจากจะกดดันคู่แข่งสูงและพยายามบุกอย่างรวดเร็วแล้ว โครงสร้างเกมรับของทีมก็ยังคงทำงานได้ดี
ฌักเกต์ไม่ได้เด่นแค่สายตา ตัวเลขก็ยืนยัน
อีกหนึ่งคนที่โดดเด่นอย่างมากในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลคือ เฌเรมี่ ฌักเกต์ เซ็นเตอร์แบ็กวัย 21 ปีที่ย้ายมาจาก แรนส์ ในช่วงซัมเมอร์
แม้เพิ่งสัมผัสพรีเมียร์ลีกเป็นฤดูกาลแรก แต่ ฌักเกต์ มีอัตราชนะในการดวลกลางอากาศสูงถึง 76.9 เปอร์เซ็นต์ ดีเป็นอันดับ 3 ของผู้เล่นทั้งหมดในพรีเมียร์ลีก
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นเกมรับ
ฌักเกต์ ยังมีส่วนสำคัญในการขึ้นเกมจากแนวหลัง โดยทำ Line-breaking Passes หรือการจ่ายบอลทะลุแนวคู่แข่งเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายไปแล้วถึง 29 ครั้ง
หากนับเฉพาะเซ็นเตอร์แบ็กในพรีเมียร์ลีก มีเพียง ยาน พอล ฟาน เฮ็คเค่ ของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ทำได้มากกว่าที่ 33 ครั้ง
นั่นทำให้ ฌักเกต์ ไม่ได้เป็นเพียงกองหลังที่แข็งแกร่งในการดวล แต่ยังเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของฟุตบอลแนวดิ่งที่ อิราโอล่า กำลังสร้างขึ้นที่แอนฟิลด์
หลังผ่านไปเพียง 5 จาก 38 นัด ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ลิเวอร์พูล ยุคใหม่จะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ตัวเลขในช่วงแรกกำลังบอกทิศทางที่ค่อนข้างชัดเจน เพรสให้เร็ว แย่งบอลให้ไว และเมื่อได้บอลแล้วให้มุ่งหน้าเข้าหาประตูทันที
นี่คือภาพของ ลิเวอร์พูล ในแบบฉบับ อันโดนี่ อิราโอล่า ที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ