ริโกแบร์ ซง ตำนานทีมชาติแคเมอรูน เปิดใจถึงช่วงเวลาที่เคยค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล โดยยอมรับว่าการได้สวมเสื้อของสโมสรและลงเล่นท่ามกลางบรรยากาศในแอนฟิลด์ ถือเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของอาชีพนักฟุตบอลของเขา
อดีตกองหลังเจ้าของฉายา "สิงโตผู้ไม่ยอมแพ้" ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลแอฟริกา ผ่านการลงเล่นฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย และประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2 สมัย ก่อนเปิดใจกับ แฟลชสกอร์ ถึงเส้นทางชีวิตและความทรงจำตลอดอาชีพค้าแข้ง
เมื่อถูกถามว่าการเล่นที่แอนฟิลด์และสวมเสื้อ ลิเวอร์พูล ที่เขาเคยย้ายมาเล่นในช่วงปี 1999-2000 และลงเล่นไป 38 นัด มีความหมายอย่างไร ซง กล่าวว่า "การเล่นที่แอนฟิลด์ให้ความรู้สึกราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การได้สวมเสื้อ ลิเวอร์พูล และซึมซับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ยังคงเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของอาชีพของผม"
ขณะเดียวกัน ซง มองว่า ลิเวอร์พูล และพรีเมียร์ลีกในปัจจุบันพัฒนาไปไกลจากยุคที่เขายังค้าแข้งอย่างมาก ทั้งในด้านสภาพร่างกาย แท็กติก และการเงิน
"เมื่อมองฟุตบอลในวันนี้ ผมเห็นว่า ลิเวอร์พูล ยุคใหม่และพรีเมียร์ลีกก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับยุคของพวกเรา ด้วยวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านสภาพร่างกาย แท็กติก และการเงิน ซึ่งทำให้ลีกแห่งนี้น่าดึงดูดยิ่งกว่าเดิม"
สำหรับประสบการณ์ในการรับใช้ทีมชาติแคเมอรูน ซง ยอมรับว่าการแบกความหวังของคนทั้งประเทศลงสนามมาพร้อมทั้งความภาคภูมิใจและแรงกดดันมหาศาล
"ในฐานะนักเตะที่ผ่านฟุตบอลโลกมา 4 ครั้ง และคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2 สมัย ผมบอกได้เลยว่าการได้สวมเสื้อตัวนี้คือความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภาระอันหนักหน่วง การเป็นตัวแทนความหวังของผู้คนทั้งประเทศเปลี่ยนวิธีที่คุณมองฟุตบอลไปตลอดกาล โดยเฉพาะในประเทศที่ฟุตบอลมีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวัน"
หนึ่งในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ซง เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2000 ที่ลากอส เมื่อเขารับหน้าที่ยิงจุดโทษตัดสินชัยเหนือเจ้าภาพไนจีเรีย ท่ามกลางแรงกดดันจากแฟนบอลเจ้าถิ่นกว่า 60,000 คน
"ในรอบชิงชนะเลิศ แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2000 ที่ลากอส การเดินจากกลางสนามไปยังจุดโทษจะยังคงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดในชีวิตของผม การเดินเข้าหาบอลต่อหน้าแฟนบอลไนจีเรียที่ไม่เป็นมิตรกว่า 60,000 คน ทำให้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้นเหมือนยาวนานชั่วนิรันดร์ แต่ตอนจบมันกลายเป็นตำนาน และนั่นยิ่งทำให้ชัยชนะครั้งนั้นงดงามมากขึ้น"