แม้ว่า ราฟา เบนิเตซ จะเป็นผู้จัดการทีมที่แฟนลิเวอร์พูลรักและยกย่อง แต่สำหรับ สตีเฟน วอร์น็อก อดีตแบ็กซ้ายของทีมกลับรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยต้นเหตุทั้งหมดมาจากเหตุการณ์ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ปี 2005 ที่อิสตันบูล ที่ 'หงส์แดง' คัมแบ็คและคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่นั้น ตัวเขาที่มีส่วนช่วยทีมมาตลอด กลับไร้ชื่อในนัดชิงเพราะนายใหญ่ชาวสเปนทำผิดพลาดลืมส่งชื่อ
วอร์น็อกมีส่วนช่วยทีมมาตลอดเส้นทางในฤดูกาลนั้น และเดิมทีเขามีชื่ออยู่ในทีมชุดที่จะเดินทางไปแข่งกับเอซี มิลาน
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น เขากลับได้รับโทรศัพท์จาก ปาโก อาเยสเตรัน ผู้ช่วยผู้จัดการทีม แจ้งว่าเกิดความผิดพลาดในรายชื่อทีม และสุดท้าย โฆเซมี จะเป็นคนที่ได้ไปแทนเขา
วอร์น็อกเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพอดแคสต์ ออล เอ้าท์ ฟุตบอล ร่วมกับ โจลีออน เลสคอตต์ อดีตกองหลังเอฟเวอร์ตันว่า
ผมได้รับโทรศัพท์ แต่ไม่ได้มาจากราฟา มาจากปาโก อาเยสเตรัน ผู้ช่วยของเขา ซึ่งตอนนี้อยู่กับแอสตัน วิลลา
อย่างน้อยเขาก็กล้าโทรมาบอกผม เขาพูดว่า เราทำพลาดกับรายชื่อทีม เอ่อ
นายไม่ได้อยู่ในทีม
ผมตอบกลับไปว่า คุณพูดจริงเหรอ? แล้วก็ไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติม
เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะวอร์น็อกไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับทีม เขาบินไปแยกต่างหาก และต้องเข้าชมเกมในฐานะแฟนบอล
ในคืนนั้น ลิเวอร์พูลสร้างหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการไล่ตีเสมอ เอซี มิลาน จากตามหลัง 0-3 ก่อนจะชนะในการดวลจุดโทษ
แต่สำหรับวอร์น็อก ความรู้สึกกลับไม่เหมือนคนอื่น
ผมจำได้ว่าตอนเดินออกจากสนามหลังจบเกม ผมแค่คิดว่า ผมไม่อยากอยู่ที่นี่เลย
วอร์น็อกยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่เคารพเบนิเตซอีกต่อไป
ผมไม่เหลือความเคารพให้เขาเลย
ผมไม่ได้สนใจจะคุยกับเขา ถ้าเขาพูดอะไร ผมก็แค่
ไม่มอง ไม่สนใจเลย
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มพูดคุยกับเอเยนต์เกี่ยวกับการย้ายทีม และในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาย้ายออกจากแอนฟิลด์ไปอยู่กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส
จากมุมมองของเบนิเตซ การตัดสินใจครั้งนั้นอาจเป็นเรื่องปกติของฟุตบอลระดับสูง เพราะสุดท้ายลิเวอร์พูลก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
แต่สำหรับวอร์น็อก วิธีการที่เรื่องนี้เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว เขายอมรับว่าความรู้สึกนั้นดีขึ้นบ้าง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงทุกวันนี้