ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ เยอะ แต่มันเยอะชนิดที่เรียกว่า หากเป็นผลสอบคงเหลือเพียงข้อเดียวที่ทำถูก
แต่ใจเย็นกันก่อน เพราะพรีเมียร์ลีกไม่ได้ออกมาประกาศคำตัดสินหรือบทลงโทษอย่างเป็นทางการ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เองก็ยืนยันว่ากระบวนการยังไม่จบ และแน่นอนว่าสโมสรเตรียมอุทธรณ์เต็มที่
ดังนั้น ตอนนี้คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผิดหรือไม่ผิด แต่กลายเป็นว่า หากผลตัดสินยังยืนแบบนี้ พวกเขาจะโดนอะไร?
ปรับเงิน หักคะแนน แบนซื้อขาย ริบแชมป์ ตกชั้น หรือหนักถึงขั้นถูกขับออกจากพรีเมียร์ลีก?
ลองไปฟังเสียงจากกูรูการเงิน อดีตนักเตะ อดีตผู้จัดการทีม ทนายกีฬา และคนที่เคยทำงานอยู่ในวงการพรีเมียร์ลีกกันดูว่า แต่ละคนมองปลายทางของเรื่องนี้อย่างไร
บอร์สันเตือน โทษครั้งนี้ไม่มีทางเบา
เริ่มจาก สเตฟาน บอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลและอดีตที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดมาตลอด
บอร์สันมองว่า หากรายงานเรื่องการตัดสินผิด 114 ข้อหาเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โอกาสที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะอุทธรณ์แล้วพลิกคำวินิจฉัยในส่วนของข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้นมีน้อยมาก
เหตุผลคือคณะกรรมการไม่ได้อ่านเอกสารกันเพียงสองสามวันแล้วรีบตัดสิน แต่ใช้เวลาไต่สวนนานหลายเดือน ผ่านหลักฐาน กองเอกสาร และคำชี้แจงจากทีมกฎหมายระดับพระกาฬของทั้งสองฝ่ายมาแล้ว
การอุทธรณ์จึงไม่ใช่การเริ่มคดีใหม่ทั้งหมด แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการตีความกฎผิด มีกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม หรือมีเหตุผลเพียงพอให้แก้ไขคำตัดสินเดิม
บอร์สันถึงกับใช้คำว่า หากผลผิดเกือบทุกข้อหายังคงอยู่ บทลงโทษจะต้อง รุนแรงอย่างแน่นอน
เขายังไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขับออกจากพรีเมียร์ลีก เพราะเมื่อตัดสินว่าผิดในข้อหาร้ายแรงเกือบทั้งหมด คณะกรรมการก็มีพื้นที่กว้างมากในการเลือกบทลงโทษ
จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด ต่างจากบางสโมสรที่ตรวจพบปัญหา รายงานความผิดด้วยตัวเอง และเข้าไปเจรจาบทลงโทษกับพรีเมียร์ลีก
หากต่อสู้มาจนสุดทาง ใช้เงินกับกระบวนการทางกฎหมายมหาศาล แล้วสุดท้ายถูกตัดสินว่าผิดแทบทั้งหมด พรีเมียร์ลีกก็คงถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หากบทลงโทษที่ออกมากลับเป็นเพียงค่าปรับเบาๆ
บอร์สันยังเตือนด้วยว่า ถ้ามีโทษทางกีฬาเกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดแค่คะแนนในตาราง แต่อาจนำไปสู่การย้ายออกของนักเตะ ทีมงาน และบุคลากรระดับสูงภายในสโมสร
พูดง่ายๆ คือ หากเรือลำนี้ถูกสั่งให้ลงไปเล่นในแชมเปียนชิพ คนบนเรือบางส่วนย่อมเริ่มมองหาเสื้อชูชีพกันบ้าง
4060 คะแนน ตัวเลขที่ทำให้มีหนาว
คีแรน แม็กไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลจากรายการ Price of Football มองว่า บทลงโทษที่เป็นไปได้มากที่สุดไม่ใช่การริบแชมป์ย้อนหลัง แต่คือการหักคะแนนจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ แม็กไกวร์เคยประเมินช่วงตัวเลขเอาไว้ที่ประมาณ 4060 คะแนน หากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่าผิดในข้อกล่าวหาส่วนใหญ่
ย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขนี้ไม่ใช่สูตรคำนวณอย่างเป็นทางการ และพรีเมียร์ลีกไม่ได้ส่งกระดาษคำตอบมาให้กูรูดูก่อน แต่มันเป็นการประเมินจากขนาดและความรุนแรงของคดี
เพราะนี่ไม่ใช่การทำบัญชีเกินเพดานในปีเดียวแล้วจบ แต่ครอบคลุมหลายฤดูกาล ตั้งแต่เรื่องข้อมูลรายได้ รายละเอียดค่าตอบแทน การปฏิบัติตามกฎของยูฟ่าและพรีเมียร์ลีก ไปจนถึงการให้ความร่วมมือระหว่างการสอบสวน
ถ้าหักกัน 4060 คะแนนจริง ไม่ต้องออกคำสั่งว่า จงตกชั้น ก็ได้ เพราะตารางคะแนนจะทำหน้าที่นั้นให้เอง
ลองสมมุติว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำได้ 85 คะแนนในฤดูกาลนี้ หากโดนหัก 50 คะแนนจะเหลือ 35 คะแนนทันที จากทีมลุ้นแชมป์ก็จะกลายเป็นทีมลุ้นหนีตกชั้นแบบไม่ทันตั้งตัว
และถ้าคิดว่าทีมระดับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจเก็บคะแนนจนรอดได้ ก็อย่าลืมว่าคณะกรรมการอาจเลือกระดับการลงโทษที่ทำให้แน่ใจว่า โทษนั้นสร้างผลกระทบจริง ไม่ใช่หักพอเป็นพิธีแล้วจบอันดับกลางตารางอย่างสบายใจ
คีธ ไวเนส ให้ตัวเลข 50 คะแนน
คีธ ไวเนส อดีตผู้บริหารระดับสูงของเอฟเวอร์ตันและอดีตสมาชิกบอร์ดพรีเมียร์ลีก ประเมินไปในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่าตัวเลขอาจอยู่ที่ประมาณ 50 คะแนน
หากเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสตกชั้นย่อมสูงมาก และปัญหาที่ตามมาจะไม่ใช่แค่การต้องออกไปเยือนสนามในแชมเปียนชิพ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังต้องรับมือกับอนาคตของนักเตะค่าตัวแพง ค่าเหนื่อยมหาศาล รายรับที่ลดลง รวมถึงคำถามว่าใครพร้อมอยู่ช่วยทีม และใครจะขอย้ายออก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดเดายากคือ คดีนี้ไม่มีตัวอย่างให้เทียบตรงๆ
กรณีของเอฟเวอร์ตันหรือน็อตติงแฮม ฟอเรสต์เป็นเรื่องตัวเลขขาดทุนและรอบบัญชี แต่คดีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลึกไปถึงความถูกต้องของข้อมูล แหล่งที่มาของรายได้ รายละเอียดค่าตอบแทน และพฤติกรรมตลอดช่วงสอบสวน
จะเอาบทลงโทษของคดีเดิมมาคูณด้วยจำนวนข้อหาแบบเครื่องคิดเลขก็คงไม่ได้ แต่ถ้าผิด 114 ข้อหาแล้วยังโดนพอๆ กับสโมสรที่ทำผิดเรื่องบัญชีเพียงช่วงเดียว พรีเมียร์ลีกก็คงอธิบายกับสโมสรอื่นลำบากเช่นกัน
ทนายชี้ มีตั้งแต่แบนซื้อขายไปจนถึงขับออกจากลีก
เอียน ฮาร์กรีฟส์ ทนายผู้เชี่ยวชาญด้านข้อพิพาท มองว่าทางเลือกของคณะกรรมการกว้างมาก
ฝั่งที่เบาลงมาอาจเป็นการห้ามซื้อขายหรือจำกัดการลงทะเบียนนักเตะ ส่วนปลายทางที่รุนแรงที่สุดคือการขับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกจากพรีเมียร์ลีก
แต่ฮาร์กรีฟส์เตือนว่า อย่าเพิ่งเอาตัวเลข 114 มาคำนวณบทลงโทษกันตรงๆ เพราะสิ่งสำคัญคือรายละเอียดภายในคำวินิจฉัย
ต้องดูก่อนว่าข้อหาใดได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานแบบไหน คณะกรรมการมองเจตนาของสโมสรอย่างไร และการกระทำเหล่านั้นสร้างความได้เปรียบในสนามมากน้อยเพียงใด
นี่จะเป็นสนามต่อสู้หลักในชั้นอุทธรณ์ด้วย
ทีมกฎหมายของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คงไม่ได้เดินเข้าไปแล้วบอกว่า 114 เยอะเกิน ขอเหลือครึ่งหนึ่งได้ไหม แต่จะเจาะเป็นจุดๆ ว่าหลักฐานใดไม่ควรถูกรับฟัง กฎข้อใดถูกตีความไม่ถูกต้อง และกระบวนการส่วนใดอาจไม่เป็นธรรม
เพราะฉะนั้น ต่อให้บทลงโทษออกมาแรง ก็ยังไม่ควรรีบจองรถแห่ให้ทีมรองแชมป์ หรือค้นหาตารางเดินทางไปลีกทูให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในทันที
คดีนี้ยังเหลือยกให้ชกกันอีกพอสมควร
วอดเดิลบอก ปรับเงินอย่างเดียวไม่รู้สึกหรอก
ในมุมของอดีตนักเตะ คริส วอดเดิล อดีตทีมชาติอังกฤษ มองว่าบทลงโทษต้องกระทบการแข่งขันจริง
เหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าสโมสรที่มีฐานะทางการเงินระดับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกลงโทษด้วยเงินเพียงอย่างเดียว ต่อให้ตัวเลขสูงแค่ไหนก็อาจกลายเป็นเพียงค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่ง
จ่ายแล้วก็จบ จากนั้นกลับมาลุ้นแชมป์กันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วอดเดิลจึงสนับสนุนการหักคะแนน เพราะมันกระทบอันดับในตาราง โอกาสคว้าแชมป์ และสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปโดยตรง
ประเด็นของเขาคือ บทลงโทษต้องหนักกว่าผลประโยชน์ที่อาจได้รับจากการทำผิด ไม่เช่นนั้นสโมสรอื่นก็อาจคิดได้ว่า ลองเสี่ยงดูก่อน หากประสบความสำเร็จก็คุ้ม ต่อให้ถูกจับได้ภายหลังก็เพียงจ่ายค่าปรับ
ถ้าเป็นแบบนั้น กฎก็แทบไม่เหลือความหมาย
ดาร์เรน เบนท์ จัดหนักถึงลีกทู
หากความเห็นของวอดเดิลยังดูเบาไป ดาร์เรน เบนท์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษจัดชุดใหญ่กว่าเดิม
เบนท์มองว่า ถ้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่าผิดร้ายแรงจริง การส่งลงไปแค่แชมเปียนชิพอาจยังไม่เพียงพอ
เขายกตัวอย่างสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับยูเวนตุสและเรนเจอร์ส ก่อนเสนอว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ควรถูกส่งลงไปถึงลีกทู พร้อมโทษห้ามซื้อขายนักเตะยาวห้าหรือหกปี
อันนี้ต้องแยกให้ออกก่อนว่า เป็นข้อเสนอในมุมของอดีตนักเตะ ไม่ใช่คำทำนายจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
แต่ก็สะท้อนความรู้สึกของคนในวงการส่วนหนึ่งได้ดีว่า หากความผิดเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี การลงโทษเพียงฤดูกาลเดียวอาจไม่สมน้ำสมเนื้อ
เพราะถ้าส่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงแชมเปียนชิพหนึ่งปี พวกเขาอาจใช้ขุมกำลังที่มีเดินหน้าคว้าแชมป์แล้วกลับขึ้นมาทันที เรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นเพียงการออกทัวร์ลีกล่างหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น
แลมเบิร์ตเตือน เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่บทลงโทษ
พอล แลมเบิร์ต อดีตผู้จัดการทีมแอสตัน วิลลาและวูล์ฟแฮมป์ตัน มองว่า บทลงโทษสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ค่าปรับก้อนใหญ่ หักคะแนน ไปจนถึงการส่งลงไปเริ่มต้นใหม่ในลีกระดับล่าง
แต่สิ่งที่แลมเบิร์ตเตือนและน่าสนใจกว่าคือ ผลกระทบจะลุกลามไปถึงสโมสรอื่น
เพราะหากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกยืนยันว่าใช้วิธีที่ผิดกฎเพื่อสร้างความได้เปรียบ คู่แข่งที่พลาดแชมป์ พลาดโควตาแชมเปียนส์ลีก พลาดฟุตบอลยุโรป หรือกระทั่งทีมที่ตกชั้น อาจอ้างได้ว่าตัวเองเสียรายได้และเสียโอกาสจากเรื่องนี้
มีรายงานว่าหลายสโมสรเริ่มขอคำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าชดเชยแล้ว
ดังนั้น บิลที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องจ่ายอาจไม่ได้มาจากพรีเมียร์ลีกเพียงซองเดียว แต่อาจมีใบแจ้งหนี้จากคู่แข่งตามมาเป็นแถว
สำหรับลิเวอร์พูล ประเด็นไม่ได้มีเพียงแชมป์ฤดูกาล 2013/14 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องรายได้ เงินรางวัล มูลค่าทางการตลาด และความแตกต่างระหว่างการเป็นแชมป์กับรองแชมป์ด้วย
แน่นอนว่า การเรียกร้องเหล่านี้ต้องพิสูจน์ความเสียหายกันอีกยาว ไม่ใช่ว่าหยิบเครื่องคิดเลขมากดแล้วส่งเลขบัญชีให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โอนได้เลย
แต่ถ้าคำตัดสินถึงที่สุดออกมาในทางลบต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประตูแห่งการเรียกร้องค่าเสียหายย่อมเปิดกว้างขึ้นมาก
เบิร์นสไตน์เคยถาม ทำไมยังซื้อขายนักเตะได้ตามปกติ
เดวิด เบิร์นสไตน์ อดีตประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษและอดีตประธานแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยตั้งคำถามก่อนหน้านี้ว่า เหตุใดสโมสรที่เผชิญข้อกล่าวหาจำนวนมากจึงยังสามารถซื้อขายนักเตะได้ตามปกติ
เขาเปรียบเทียบว่า ถ้าบุคลากรในวงการธนาคารถูกตั้งข้อหามากถึง 115 กระทง บุคคลนั้นก็คงถูกพักงานระหว่างการสอบสวน ไม่ใช่ได้รับอนุญาตให้ทำงานและขยายกิจการต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในเวลานั้น บอร์สันแย้งว่า ยังไม่ควรลงโทษสโมสรก่อนมีคำตัดสิน เพราะจะเป็นการตัดสินความผิดล่วงหน้า
แต่ตอนนี้ หากรายงานเรื่องผิด 114 ข้อหาได้รับการยืนยัน แนวคิดเรื่องการห้ามซื้อขายนักเตะของเบิร์นสไตน์ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง
เพราะถ้าการหักคะแนนคือการลงโทษผลงานในสนาม การห้ามซื้อขายก็เป็นวิธีลดความสามารถในการสร้างทีมขึ้นมาแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
จอร์แดนเชื่อ เรื่องนี้อาจยังลากไปอีกหลายปี
ไซมอน จอร์แดน อดีตเจ้าของคริสตัล พาเลซ ไม่ได้ฟันธงว่าจะหักกี่คะแนน แต่เขาวิจารณ์วิธีดำเนินคดีของพรีเมียร์ลีกมาตลอด
จอร์แดนมองว่า พรีเมียร์ลีกไม่ควรโยนข้อกล่าวหามากกว่าร้อยข้อเข้าไปพร้อมกัน แต่ควรเลือกข้อหาร้ายแรงที่มีหลักฐานแข็งแรงที่สุดสักห้าหรือหกข้อ แล้วเร่งตัดสินให้ชัดเจน
หากผิดก็ลงโทษ หากไม่ผิดก็คืนชื่อเสียงให้สโมสร ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องนี้ลอยอยู่เหนือพรีเมียร์ลีกนานหลายปี
เขาเคยประเมินด้วยว่า คดีอาจลากยาวไปถึงปลายทศวรรษ หากทั้งสองฝ่ายยังต่อสู้กันทุกประเด็น
แม้ตอนนี้จะมีรายงานผลตัดสินออกมาแล้ว แต่ยังเหลือการพิจารณาบทลงโทษ การอุทธรณ์ผลความผิด และอาจมีการอุทธรณ์ระดับโทษตามมาอีก
ดังนั้น เราอาจได้เห็นตัวเลขหักคะแนนในอีกไม่กี่เดือน แต่ไม่ได้หมายความว่าโทษจะมีผลในวันรุ่งขึ้นทันที
เรื่องนี้อาจยังมีตอนต่อไปอีกหลายตอน และดูทรงแล้วผู้เขียนบทคงยังไม่คิดจะรีบปิดซีรีส์
แต่ก็มีคนในพรีเมียร์ลีกเชื่อว่าอาจโดนเพียงค่าปรับ
ท่ามกลางเสียงเรื่องหัก 50 คะแนน ตกชั้นและขับออกจากลีก กลับมีแหล่งข่าวระดับสูงจากสโมสรพรีเมียร์ลีกแห่งหนึ่งบอกว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับฟังมาคือ เรื่องนี้อาจจบลงด้วยค่าปรับ
ถ้าเกิดขึ้นจริงก็คงเป็นจุดหักมุมที่ทำให้แฟนบอลหลายทีมสำลักกาแฟ
ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่า เพราะเหตุใดจึงมีการประเมินแบบนั้น อาจเกี่ยวกับรายละเอียดของแต่ละข้อหา การเจรจา หรือความเป็นไปได้ที่คำตัดสินบางส่วนจะเปลี่ยนแปลงในชั้นอุทธรณ์
แต่ถ้าบทสรุปสุดท้ายคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผิดในข้อหาร้ายแรงเกือบทั้งหมด แล้วจบด้วยการเขียนเช็คหนึ่งใบ พรีเมียร์ลีกคงถูกตั้งคำถามหนักกว่าเดิมว่า กฎเหล่านี้มีไว้ควบคุมการแข่งขัน หรือมีไว้เก็บค่าธรรมเนียมจากสโมสรที่พร้อมจ่ายกันแน่
โรดรี้ยืนยัน ถ้วยในสนามไม่มีใครเอาไปจากนักเตะได้
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ลงโทษ โรดรี้ อดีตกองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งปัจจุบันเล่นให้บาร์เซโลนา ออกมาปกป้องอดีตต้นสังกัด
โรดรี้บอกว่า ตลอดเวลาที่อยู่กับสโมสร ผู้บริหารแสดงความมั่นใจเสมอว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกต้อง และตัวเขายังเชื่อมั่นในคนที่เคยร่วมงานด้วย
ส่วนเรื่องริบแชมป์ โรดรี้มองว่าไม่มีใครสามารถลบสิ่งที่นักเตะทำในสนามได้ เพราะความสำเร็จเกิดจากการฝึกซ้อม ความพยายาม และการยืนเคียงข้างกันตลอดฤดูกาล
เรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า โรดรี้พูดในมุมของนักเตะ และนักเตะในสนามอาจไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่ฝ่ายบริหารทำด้านบัญชี
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สโมสรทั้งหมดใช้โครงสร้างเดียวกัน หากโครงสร้างด้านการเงินทำให้สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งกว่าภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียม ความสำเร็จในสนามก็ย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันจึงเป็นเรื่องที่แยกความรู้สึกของนักเตะออกจากความรับผิดชอบของสโมสรได้ยากมาก
แล้วโอกาสริบแชมป์มีจริงไหม?
ตามกฎ คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดบทลงโทษได้กว้าง การริบแชมป์จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎี
แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ยุ่งมาก
ถ้าริบแล้วจะมอบให้ทีมอันดับสองหรือปล่อยตำแหน่งแชมป์ว่าง?
เงินรางวัลต้องคำนวณใหม่หรือไม่?
สถิติของนักเตะ ผู้จัดการทีม และสโมสรต้องแก้ย้อนหลังแค่ไหน?
แล้วความได้เปรียบที่เกิดขึ้นในช่วงปี 20092018 ส่งผลต่อทีมในฤดูกาลหลังจากนั้นอีกกี่ปี?
นี่เป็นเหตุผลที่กูรูส่วนใหญ่มองว่า พรีเมียร์ลีกอาจเลือกลงโทษแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปัจจุบันให้หนัก แทนการย้อนกลับไปเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด
สำหรับแฟนลิเวอร์พูล แน่นอนว่าฤดูกาล 2013/14 จะถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะลิเวอร์พูลจบอันดับสองตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงสองคะแนน
แต่ถึงพรีเมียร์ลีกจะมอบแชมป์ย้อนหลังให้จริง มันก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปจัดขบวนพาเหรดให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และทีมชุดนั้นได้
ถ้วยอาจถูกส่งมาที่แอนฟิลด์ แต่ช่วงเวลาแห่งการฉลองที่ควรเกิดขึ้นในตอนนั้นไม่มีทางถูกส่งย้อนหลังมาพร้อมกัน
สรุปแล้วมีแนวโน้มโดนอะไร?
หากรวบรวมเสียงจากคนในวงการทั้งหมด คำตอบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ หักคะแนนจำนวนมาก
ตัวเลข 4060 คะแนนถูกนำมาใช้ประเมิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นโดยไม่ต้องมีคำสั่งลดชั้นโดยตรง
บทลงโทษอาจมาพร้อมค่าปรับ การจำกัดหรือห้ามซื้อขายนักเตะ และการจ่ายค่าชดเชยให้สโมสรที่พิสูจน์ได้ว่าได้รับความเสียหาย
ส่วนการขับออกจากพรีเมียร์ลีกมีอยู่ในทางเลือก แต่ถือเป็นมาตรการขั้นรุนแรงที่สุด ขณะที่การส่งลงไปถึงลีกวันหรือลีกทูเป็นความเห็นจากอดีตนักเตะมากกว่าการประเมินของนักกฎหมาย
การริบแชมป์ย้อนหลังยังเป็นไปได้ แต่มีความซับซ้อนสูงและดูมีโอกาสน้อยกว่าการลงโทษที่ส่งผลต่อปัจจุบัน
ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าผลผิด 114 ข้อยืนหลังการอุทธรณ์ การจบด้วยค่าปรับเพียงอย่างเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ในแง่ความน่าเชื่อถือ
พรีเมียร์ลีกอาจไม่กล้าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด แต่ก็ต้องออกบทลงโทษที่ทำให้เห็นว่า การละเมิดกฎไม่ใช่การลงทุนที่จ่ายค่าปรับภายหลังแล้วจบกัน
ฉากทัศน์ที่ดูมีน้ำหนักที่สุดจึงเป็นการหักคะแนนระดับที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสี่ยงตกชั้น พร้อมมาตรการควบคุมด้านการซื้อขายและค่าชดเชยตามมา
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะต่อสู้ทุกบรรทัด ทุกข้อหา และทุกช่องทางที่กฎเปิดไว้
เรื่องนี้ใช้เวลาประมาณแปดปีกว่าจะเดินมาถึงจุดที่มีรายงานคำตัดสินเบื้องต้น เพราะฉะนั้นใครกำลังรอดูเรือใบถูกหักคะแนน หรือรอรับถ้วยแชมป์ย้อนหลัง ก็ยังไม่ต้องรีบหาที่วาง
เกมในสนามกฎหมายเพิ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญเท่านั้นเอง